คุณแม่มือใหม่มาทำความรู้จัก Finger Food กันเถอะ

         สำหรับการดูแลเรื่องอาหารการกินกับลูกๆแล้ว  เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิถีพิถันใส่ใจเป็นอย่างมาก เพราะอาหารที่ลูกทานเข้าไปจะไปช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยของเรา ถ้าเป็นเด็กที่โตหน่อยก็ยังพอคุยพอถามกันได้ว่าอยากกินอะไร ชอบอะไรบ้าง แต่ถ้ายังเป็นทารก คุณพ่อคุณแม่จะเป็นผู้ที่ตัดสินใจเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์มาให้ลูกน้อยรับประทาน

          สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ หรือบางคนอาจมีลูกมาหลายคนแล้ว แต่อาจจะยังไม่เคยได้ยินคำว่า Finger Food กันเลย สำหรับคำว่า Finger Food นั้นหมายถึงอาหารที่มีขนาดเล็กพอดีคำ  ลุกน้อยของเราสามารถหยิบจับมาเข้าปากเองได้ เป็นอาหารที่มีประโยชน์และช่วยในเรื่องของพัฒนาการของเด็ก แต่ก็ยังต้องเป็นที่ระวังสำหรับคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่า ควรเอาอะไรมาให้ลูกน้อยทานเพราะถ้าหากอาหารนั้นยังไม่เหมาะกับอายุของลูกน้อยแม้จะทำเป็นชิ้นพอดีคำก็อาจอันตรายกับลูกเราได้ ดังนั้นการทาน Finger Food ควรอยู่ในสายตาของคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา 

          สำหรับทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือนทางแพทย์และพยาบาลจะสอนก่อนออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้วว่าไม่ให้ทารกทานอาหารอื่นนอกจากน้ำนมแม่เท่านั้น หลังจาก 6 เดือนไปแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมอาหารอ่อนๆเหลวๆไว้ให้ทารกเริ่มหัดรับประทาน และในช่วง 8-9 เดือนนั้นพวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มหัดเรียนรู้ที่จะหยิบอาหารขึ้นมาทานด้วยตัวเอง ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ถือเป็นพัฒนาการ การเรียนรู้ตามวัยของลูกน้อย ช่วงในวัยนี้คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกลองหัดหยิบจับอะไรกินเอง เพื่อให้กล้ามเนื้อของลูกมีความแข็งแรง

          Finger Food ที่เหมาะกับทารกวัย 8-9 เดือนนี้นั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอาหารที่นิ่มๆ และไม่ควรชิ้นใหญ่ควรหั่นให้พอดีคำกับลูกของเราเพราะลักษณะอาหารที่เราเลือกให้ลุกนั้นมันมีผลต่อการเคี้ยวและกลืนของลูกน้อย ตัวอย่างอาหารที่เหมาะสมคือ ไข่กวน ไข่คน ผลไม้เนื้อนิ่ม เช่นกล้วย มะละกอ อะโวคาโด  ผักที่ต้มสุกจนนิ่มอย่าง บร็อคโคลี่  หรือพวกเนื้อไก่เนื้อปลาที่เอากระดูกและก้างออก

แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ หรือพวกซุปน้ำข้นต่างๆ คุณพ่อคุณแม่ ไม่ควรเลือกอาหารที่มีความแข็ง หรือชิ้นใหญ่เพราะจะเป็นอันตรายเวลาที่ลูกน้อยเคี่ยวหรือกลืนเนื่องจากช่วงวัยนี้ ลูกน้อยควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อการเจริญเติบโตทั้งของสมอง และกล้ามเนื้อ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ลูกเป็นพิเศษ สำหรับอาหารแปลรูป มีน้ำตาลสูงไม่ควรนำมาให้ลูกรับประทาน และที่สำคัญควรอยู่ใกล้ชิดคอยดูตอนลูกหยิบอาหาเข้าปากตลอดเวลา เผื่อมีอะไรผิดปกติ หรือเขาสำลักจะได้ช่วยเหลือได้ทัน

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ความแตกต่างระหว่างโรคซึมเศร้ากับความเศร้า

      ปัจจุบันนี้คนเราอยู่ในสภาวะที่เป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น ซึ่งเราสามารถดูได้จากสถิติของการฆ่าตัวตายในแต่ละปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่ามีจำนวนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นในทุกทุกปีเลยที่เดียว แต่ใช่ว่าคนเราจะเป็นโรคซึมเศร้ากันซะทุกคนไป

บางคนแค่เศร้าใจเท่านั้นแต่ด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็อาจจะมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดก่อเหตุคิดสั้นฆ่าตัวตายก็มีเช่นเดียวกัน แต่สถิติของคนที่เศร้าแล้วฆ่าตัวตายนั้นมีน้อยมากเลยทีเดียวหากเปรียบเทียบกับคนที่ฆ่าตัวตายเพราะมีสาเหตุมาจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้าทำให้ตอนนี้เราจึงควรมาเริ่มศึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ากันอย่างจริงจัง เพราะเผื่อคนรอบข้างของเรามีใครป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเราจะได้ดูแลและพาไปรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไป 

    เรามาดูคนที่มีอารมณ์เศร้าปกติกันก่อนค่ะ  เพราะโดยปกติแล้วคนที่มีอารมณ์เศร้านั้น จะมีอาการที่เราสามารถดูออกได้ง่ายง่ายซึ่งความเศร้าของคนกลุ่มนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวเช่น ปัญหาทะเลาะกับเพื่อน ปัญหาทะเลาะกับแฟน ซึ่งเป็นอาการที่เป็นเพียงไม่นานก็จะดีขึ้นเมื่อได้มีการระบายออกมาหรือได้ไปปรับความเข้าใจกัน

ซึ่งอาการของคนเศร้านั้นจะทำให้คนที่เศร้านั้นนอนไม่ค่อยหลับ  เวลาทำอะไรก็จะขาดสมาธิ  และทำให้เบื่ออาหารไม่ค่อยอยากกินอะไร พาลทำให้ร่างกายทรุดโทรมและน้ำหนักลดลงได้ ซึ่งคนที่อยู่ในอาการเศร้านั้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ กินข้าว เดินทางไปทำงานหรือทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้ 

     แต่หากคนกลุ่มนั้นคือกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วละก็ อาการป่วยจะมีความรุนแรงมากกว่าคนเป็นโรคเศร้ามากนัก ซึ่งพวกเขามักจะหมกมุ่นครุ่นคิดตลอดเวลา และมีอาการเศร้าซึมอยู่ตลอด และสิ่งที่ทำให้เราเห็นอาการของคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้นว่าพวกเขาเป็นโรคซึมเศร้าก็คือ การที่พวกเขามักจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ และไม่มีกระจิตกระใจทำอะไร ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ และเวลาที่พวกเขาทำผิดเขาจะมีความรู้สึกว่าตัวเองผิดมากกว่าคนอื่น

และที่สำคัญพวกเขามักจะคิดถึงวิธีการฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคนที่ป่วยด้วยโรคนี้นั้นจะมีอาการเศร้าอยู่หลายอาทิตย์ติดต่อกัน  และโดยปกติแล้วอาการเศร้านั้นก็จะมีอยู่นานเกินสองอาทิตย์ขึ้นไป โดยปกติแล้วคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามักจะทำให้ชีวิตประจำวันของตนเองเสียไป เพราะพวกเขาอาจจะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ และบางครั้งก็มีปัญหามากจนดูแลตัวเองไม่ได้

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

ซีลเสียงและอิมพิแดนซ์

ซีลเสียงและอิมพิแดนซ์ (Impedance) ของหูฟัง

สำหรับมือโปร วันนี้เราจะมาอธิบายสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของหูฟังสายมือโปร จะมี 2 ชนิด คือ หูฟังแบบ Monitor และหูฟังแบบ Reference แต่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้สำหรับหูฟังด้านมือโปรนี้มี 2 แบบ คือ

ซีลเสียง หูฟังในปัจจุบันนี้ถูกแบ่งเป็ย 3 ลักษณะการซิลเสียง Open – Tyne = ไม่ซีลเสียง ฟังสบายเหมือนลำโพงจะเป็นหูฟังแบบ Referene Open คืออะไร ตรงที่ครอบหูจะมีรูๆคล้ายตาข่ายจะเป็นรูที่ปล่อยผ่านให้อากาศผ่านจากด้านหน้าไปด้านหลังของหูฟัง ถ้าพูดง่ายๆ คือมันจะไม่ได้ซีลเสียงอะไรได้เลยSami – Open คืออะไร ซีลเสียงบ้าง ฟังสบายในระดับหนึ่ง เป็นแบบกึ่งซีลแต่ยังมีเสียงให้ฟังสบายเหมือนลำโพง

เสียงในหูฟังอาจรั่วออกมาด้วยเนื่องจากมีการซีลเสียงแบบ Sami – Open อาจเป็นปัญหาในการใส่บันทึกชึ้นงานเพลงของคุณเนื่องจากเสียงในหูฟังอาจเข้าไปยังไมค์ที่กำลังอัดอยู่ได้Closed – Type ซีลเสียงมาก เสียงอั้นพอสมควรมันจะไม่มีรูระบายอะไรเลยทำให้หูฟังตัวนี้เหมาะกับการใช้งานสำหรับมือโปรพวกนักสร้างสรรค์เพลงหรือทำซาวด์ขึ้นมาอิมพิแดนซ์ (Impedance)

ถ้าหูฟังของคุณมีอิมพิแดนซ์ที่สูงก็จะขับยาก ยิ่งคุณมีหูฟังที่ค่าอิมพิแดนซ์สูง คุณก็จะได้เส้นเสียงที่เม้นยำ และคุณภาพที่สูง อย่างเช่น เบสท์ ถ้าหูฟังของคุณมี อิมพิแดนซ์ที่ต่ำ ก็จะได้ยินเสียงเบสท์ได้น้อยหรือมาแบบไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ แต่ถ้ามีค่าอิมพิแดนซ์ที่สูง ก็จะมีความละเอียดในการฟังทุกเสียงมากยิ่งขึ้นดังนั้นเป็นหูฟัง ที่พวกเหล่ามือโปรหรือคนที่ต้องการใช้งานในด้านนี้ควรที่จะรู้ไว้ก่อนจะเลือกซื้อหรือเลือกใช้ให้เหมาะกับงานมากยิ่งขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลที่ได้มาจากเว็บ เครื่องช่วยฟัง

ชาวบ้านแห่ถวายหน้ากากอนามัย เจ้าแม่ตะเคียน

     ในช่วงนี้ที่กำลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ผู้คนต่างก็กลัวการติดเชื้อกันเป็นจำนวนมากแต่ถึงแม้ว่าจะกลัวการติดเชื้อของไวรัสยังไง แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังเคารพและศรัทธาพากันไปกราบไหว้เจ้าแม่ตะเคียนเพื่อหวังขอเลขเด็ดมาซื้อในงวดต่อไปเพราะในช่วงนี้หลายคนตกงานไม่มีงานทำดังนั้นรายได้ที่หามาจึงจำเป็นต้องหารายได้มาจากการเล่นหวยซึ่งในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19นี้

บรรดาเหล่าเซียนหวยทั้งหลายต่างก็พากันรวมใจซื้อหน้ากากอนามัยไปถวายให้กับเจ้าแม่ตะเคียนรวมถึงกุมารทองซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้โดยให้เลขเด็ดแก่ชาวบ้านให้ถูกมาหลายงวดแล้วดังนั้นเมื่อถึงคราวที่มีโรคระบาดขึ้นชาวบ้านทั้งหลายต่างจึงถึงกุมารทองและเจ้าแม่ตะเคียนที่เคยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคอยช่วยเหลือให้เลขเด็ดมาซื้อมีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 28 เดือนมีนาคมพศ 2563 พบว่าที่อำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรี

พบว่ามีชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันมารวมตัวอย่างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่สิงสถิตของ แม่ย่าโอรส   แม่ย่าพรรณพิไล   กุมารจุกแดง และกุมารจุกทอง รวมถึงต้นตะเคียนทองซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างเคารพนับถือ

โดยชาวบ้านต่างพากันนำดอกไม้ธูปเทียนน้ำเขียวน้ำแดง รวมถึงผลไม้ 9 ชนิดมาถวายซึ่งเป็นการถวายตามปกติที่เคยถวายกันมาแต่ที่พิเศษนั่นก็คือในครั้งนี้ชาวบ้านพากันนำหน้ากากอนามัยมาถวายให้กับ แม่ย่าโอรส แม่ย่าพรรณพิไล กุมารจุกแดง และกุมารจุกทอง ด้วยทั้งนี้มีความเชื่อกันว่าในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ควรจะได้รับความคุ้มครองไม่ให้เชื้อมีการแพร่ไปถึงได้ด้วยดังนั้นเมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โชคให้ลาภให้ชาวบ้านได้มีเงินพอซื้อกินซื้อใช้

ดังนั้นเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกัน ซื้อหน้ากากอนามัยมาถวายเพื่อเป็นการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาทั้งนี้หลายคนบอกว่าเนื่องจากว่าหลายคนพากันแห่ขอเลขเด็ดเจ้าแม่ตะเคียนทองแม่ย่าพรรณพิไลและแม่ย่าโอรสทำให้เกรงว่าเชื้อโรคจะแพร่ไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเรานับถือ

ดังนั้นจึงได้นำหน้ากากอนามัยมาถวายเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อไวรัสที่จะส่งถึงบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สถานที่แห่งนี้ซึ่งนอกจากจะมีการถวายหน้ากากอนามัยแล้วบางคนก็ยังมีการรำถวายเจ้าแม่รวมถึงนำกลองทอมตีถวายซึ่งเป็นเพลงย้อนยุคที่มีการเชื่อกันว่าเจ้าแม่ชอบฟังเพลงเหล่านี้ ซึ่งสถานที่ที่ชาวบ้านพากันมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์นั้นคือ แถวสวน 80 พรรษานั่นเอง

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

ตำนานของความแรงจากอดีตถึงปัจจุบัน Nova Dash 125 part 3

มาถึง part 3 กันแล้วสำหรับ ตำนานความแรงของ Nova Dash 125 มาเริ่มกันเลยครับ
กลับมาแล้วกับฮอนด้าโนวาแดช 125 จากบทความที่แล้วที่พูดถึงคู่แข่งต่างค่ายของแดช ก็จะต้องเป็น ZR120 ด้วยรูปทรงที่แต่งต่างออกไป แต่จะถามว่าสวยมั้ยก็จัดว่าอยู่ในระดับนึงนะครับไม่น่าเกลียด มีความทันสมัยคือมันใช้ไมล์แบบ TZR แล้วก็ขอเราพูดถึง ZR กันแป็บนึงนะเพราะว่า ZR เป็นหนึ่งในรถกระเทยที่โคตรแรง มีแต่คนบอกแรง แรงจริงๆคือคู่กัดกับแดชแต่ยังไงก็แพ้แดชเพราะว่าการออกแบบของมันนั่นแหละ

ก็ไม่รู้ว่ามันออกแบบมายังไงขี่แค่120นี่สั่นไปทั้งคันเลยคือตรงเนี้ยเป็นจุดบอดที่เขาออกแบบมาผิดนะครับเราตัดตรงนั้นให้มันหายไปเนี่ยไม่รู้ล่ะว่าอะไรสั่นเครื่องหรือทั้งคันผมไม่รู้นะเพราะผมไม่เคยขี่ ถ้าเราตัดปัญหาเรื่องสั่นออกไปได้ยังไงก็คู่กัดแดชชัดๆครับ แล้วรู้สึกว่าค่ายอื่นจะไม่มีนะมีแค่ยามาฮ่านี่แหละที่กัดกับแดช ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ก็โดนแดชเขี่ยตกไปเลย ZR หายไปแล้วก็หมองไปเลยนะครับ

อะไรออกมาก็สู้แดชไม่ได้แล้วก็มี อากิร่า ผมไม่แน่ใจว่ามันออกมาฆ่าแดชหรือว่ามาฆ่าโนวานะครับ แต่ที่มันเป็นเสื้อลมผมว่ามันน่าจะออกมาเพื่อฆ่าโนวามากกว่าฆ่าแดชนะ แดชเป็นรถเล็กที่ดีไซต์สวยกระทัดลัดทรงสปอร์ทมาก คือโดนใจวันจิ๊กโก๋วัย 90 กันแน่นอนครับเด็กรุ่นใหม่ก็หมายปองกัน แล้วแดชก็มีราคาที่ค่อนข้างจะถูกแล้วก็ไม่แพงเหมือน LS ซักเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่ที่สภาพที่คุณได้ ราคากลางๆก็อยู่ที่ประมาณ 3-5000 ในรถที่มีเล่ม

ก็เอาแบบขี่ได้ตระกูลแดชก็เป็นรถที่พบเห็นได้ง่ายคือมันสวยมากอ่ะ ถ้าพิมพ์ก็อาจจะยาวมากเลยเรื่องแดชผมเลยได้แบ่งออกเป็นหลายพาร์ท แดชมีซีซีตามจริงอยู่ที่ 123.5cc ก็เท่ากับประมาณ LS นั่นแหละส่วนเรื่องรอบอะไรเนี่ยไม่มีบอกนะครับ ก็ขออภัยด้วยละกันเจ้านี่ก็ระบายความร้อนด้วยน้ำนะครับ ระบบเกียร์ 6 สปีด ในยุคนั้นเนี่ยเป็นที่หมายปองของทุกคน

ตอนที่เจ้านี่ออกมาถ้าใครเห็นก็ไม่มีใครบอกว่าไม่สวยนะครับใครก็ต้องยอมรับว่ามันสวยเป็นที่โดนใจของแม่บ้านพนักงานนักศึกษา ทุกคนที่อยากจะซื้อมอเตอร์ไซค์ต้องคิดอยากจะซื้อแดช เพราะยอดขายมันคงไม่เกินแสนคัน และด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ได้ไปก็อปใครมาเอาใครมาเป็นต้นแบบ แดชรู้สึกจะไม่มีใครเป็นต้นแบบเลยก็คือศูนย์ฮอนด้าก็เป็นคนคิดเองเลยนะครับ แต่ก็พัฒนามาจากโนวานั่นแหละ และแน่นอนครับด้วยความแรงของมันคนก็นิยมเอาไปแข่งในสนามผมว่าเดิมๆแม่งก็แรงอยู่แล้วนะ ผมก็เคยแดชอยู่ตัวนึงเป็นรุ่นตูดกลมออกเกียร์3หน้าก็ลอย

แม่งจะเป็นรถอะไรที่แรงขนาดนั้นถือเป็นรถที่ออกแบบมาโคตรลงตัวนะครับชุดหน้าก็เบา คือพูดง่ายคือเบาหมดเลยเรื่องการขับขี่ก็ต้องบอกเลยว่าโคตรคล่องตัวนะครับ ก็เพราะว่ารถมันเล็กไง มุดโน่นมุดนี่ได้นะครับคือถ้ามีคะแนนเต็มสิบผมก็ให้มันร้อยอ่ะแต่เจ้านี่จะมีข้อเสียข้างหลังก็คือว่า มันเป็นระบบดิสเบรคข้างหลัง ผมเคยเจอปัญหาของระบบดิสเบรคข้างหลัง จานหลังมันชอบงอ ปั้มเบรคเวลาจานมันงอมันก็จะปัดไปมาแล้วทำให้ผ้าเบรคกินจานแล้วทำให้ล้อหนังมันฝืด ทีนี้พอปั้มเบรคมีปัญหารถก็จะฝืดนะครับ แล้วก็จะมีปัญหาตามมาเรื่อยๆ

 

สนับสนุนโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

การกินอะไรให้เหมาะในแต่ละช่วงของอายุการตั้งครรภ์

การเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นสำคัญต่อคนเราเป็นอย่างมากและยิ่งหากคนคนนั้นอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ยิ่งจำเป็นอย่างมากที่ควรจะเลือกอาหารการกินโดนควรเน้นกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งต่อตัวเองและต่อลูกน้อยในครรภ์ซึ่งในช่วงแต่ละอายุครรภ์การเลือกกินอาหารก็จะแตกต่างกันออกไปเนื่องจากคุณแม่ที่ ตั้งท้องมักจะมีอาการแตกต่างกันออกไปในแต่ละเดือนและในตัวเด็กเองที่อยู่ในท้องของคุณแม่ก็จะมีพัฒนาการในแต่ละเดือนขึ้นเรื่อยเรื่อยไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกายและสมอง

ดังนั้นในช่วงอายุของเดือนในแต่ละเดือนสารอาหารที่จะได้จากผักเนื้อสัตว์ผลไม้ต่างๆควรจะมีความแตกต่างและหลากหลายเพื่อให้ในแต่ละช่วงของการพัฒนาร่างกายของลูกน้อยตอนที่อยู่ในท้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนถูกต้องตามแต่ละช่วงวัยของตัวเองที่กำลังพัฒนาร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้นมาดังนั้นเราจะมาดูกันว่าช่วงเวลาอายุครรภ์เท่าไหร่เหมาะกับการกินอะไรเพื่อที่คุณแม่จะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการตัดสินใจในการเลือกกินอาหารในแต่ละช่วงอายุครรภ์เพื่อลูกน้อยของตัวเอง

1 ช่วงแรกจะเป็นช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงสามเดือนแรกซึ่งช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่คุณแม่มักจะมีอาการอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรงดังนั้นช่วงเดือนนี้คุณแม่จึงจำเป็นต้องการสารอาหารที่ให้พลังงานมากเป็นพิเศษโดยเราควรจะเน้นทานอาหารที่เป็นประเภทผักเพราะจะสามารถช่วยในเรื่องของการย่อยง่ายทำให้คุณแม่ไม่ท้องผูก และยังกินข้าวเพื่อให้พลังงานกับร่างกายของคุณแม่แต่ในช่วงเดือนนี้คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการแพ้ท้องและมักจะคืนไส้เวียนหัวดังนั้นในช่วงเดือนนี้จึงควรทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมาเป็นตัวช่วยเช่นอาจจะดื่มน้ำแตงโมน้ำส้มคั้นน้ำแอปเปิลซึ่งน้ำเหล่านี้จะมีรสเปรี้ยวนิดนิดจะช่วยในเรื่องของการคลื่นไส้เวียนหัวได้ดีขึ้น

2 ในช่วงระยะที่สองเป็นช่วงตั้งแต่ช่วงสามเดือนจนถึงช่วงหกเดือนซึ่งช่วงนี้ลูกน้อยในครรภ์กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาร่างกายและสมองดังนั้นคุณแม่ควรจะทานอาหารที่มีประโยชน์และส่งถึงลูกน้อยโดยตรงดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ต้องเน้นทานอาหารทุกประเภทเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนไปถึงลูกเช่นกินปลาเพื่อให้มีโอเมกา 3 ไปบำรุงสมอง

เพื่อให้ลูกน้อยฉลาดและแข็งแรงทานผักผลไม้ให้เยอะขึ้นเพราะจะให้วิตามินสูงทั้งวิตามินเอ , บี, ซีและดีและช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณแม่มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบท้องอืดท้องเฟ้อดังนั้นการดื่มน้ำสมุนไพรที่ช่วยระบายท้องจะช่วยให้คุณแม่ลดปัญหาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้มากเช่นการดื่มน้ำตะไคร้หรือน้ำขิงเป็นตัวช่วย

3 ช่วงที่สามคือช่วงหกถึงเก้าเดือนเป็นช่วงที่ใกล้คลอดแล้วดังนั้นควรจะกินอาหารที่เป็นการเสริมเกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดแดงเช่นตับผักโขม บร็อกเคอร์รี่ และสารอาหารอื่นๆก็ยังควรกินเข้าไปให้ครบถ้วนเพื่อที่คุณแม่จะได้คลอดน้องง่ายง่าย  

 

สนับสนุนเรื่องโดย  ชุดตรวจ hiv

ผลการศึกษาเกี่ยวกับการลดคอลเรสเตอรอล

ผลการศึกษาเกี่ยวกับการลดคอลเรสเตอรอล
การเรียนฉบับใหม่กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวคำเสนอแนะด้านของสุขภาพบางทีอาจนำมาซึ่งการลดระดับคอเลสเตอรอลแล้วช่วยทำให้คนที่มีการเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจได้รับการดูแลและรักษาที่ดีเพิ่มขึ้น

โรคหัวใจเป็นต้นเหตุของการตายอันดับแรกๆ ของโลก รวมทั้งคอเลสเตอรอลในระดับที่สูงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญของโรคนี้ โดยก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา หมอให้การรักษาคนไข้โดยมองที่ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือที่เรียกว่า LDL

ในปีพุทธศักราช 2556 วิถีทางปฏิบัติใหม่ในสหรัฐอเมริกา แนะให้หมอตรวจตราการเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจโดยรวม หรือกล่าวคือ หนทางปฏิบัตินี้ชี้แนะให้หมอพิเคราะห์อายุ ความดันเลือด ลักษณะของโรคโรคเบาหวาน แล้วก็เหตุอื่นๆของคนไข้

แนวความคิดของวิถีทางปฏิบัตินี้ก็คือ คนที่มีการเสี่ยงสูงสุดจะได้รับคุณประโยชน์มากที่สุดจากยาลดคอเลสเตอรอล “สเตติน”

นักค้นคว้าได้เรียนรู้ข้อมูลที่ได้มาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ข้อมูลดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ส่งผลในการประเมินระดับคอเลสเตอรอลจากคนสูงอายุมากยิ่งกว่า 32,000 คน ในตอนระหว่างปีพุทธศักราช 2548 ถึงพุทธศักราช 2559

ในกลุ่มของผู้คนที่ทานยาสเตติน ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้ายโดยเฉลี่ยต่ำลง 21 จุดตลอดเวลาที่ทำการศึกษา ยิ่งไปกว่านี้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมรวมทั้งไขมันประเภทอื่นๆในเลือดก็ต่ำลงด้วยเหมือนกัน

แพทย์ Michael Miller เป็นผู้ชำนาญด้านโรคหัวใจที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ซึ่งมิได้มีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้ บอกว่า ผลดังที่กล่าวถึงแล้วนั้นดีเยี่ยมกระทั่งน่าแปลกใจ โดยรวมกันแล้วคาดว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและอาการเส้นโลหิตตันในสมองจะน้อยลง 15% ถึง 20%

นอกนั้นอัตราการใช้ยา “สเตติน” ของคนที่เป็นโรคเบาหวานยังมีเยอะขึ้น

หมอ Neil J. Stone จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ซึ่งเป็นหัวหน้าในการพัฒนาวิถีทางปฏิบัติปี พุทธศักราช 2556 จากชมรม American College of Cardiology แล้วก็ American Heart Association พูดว่า การคุ้มครองป้องกันไม่ให้คนที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคเบาหวานมีลักษณะหัวใจวายเป็นครั้งแรกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

แพทย์ Pankaj Arora จากมหาวิทยาลัยเมืองแอละบามา วิทยาเขตเบอร์มิงแฮม หัวหน้าการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยนี้ บอกว่า ยังควรจะมีการศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติมอีกในเรื่องดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว

ด้านหมอ Arora จากมหาวิทยาลัยแอละบามา เตือนว่า ยังไม่พบว่ามีการรักษามากขึ้นในกลุ่มที่มีการเสี่ยงสูงกว่ากรุ๊ปอื่นๆ แล้วก็ว่ายังมีอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จักว่าตนเองมีปัญหาในเรื่องระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งข้อเสนอสำหรับคนไข้พวกนี้ก็คือ ควรจะไปวัดระดับคอเลสเตอรอลถ้ายังมิได้วัดในตอนนี้

ทำยังไงถ้าแมลงเข้าหู

สำหรับในเด็กเล็กๆเราอาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการที่เด็กนำอาหารเข้าปาก เข้าหู ระวังเรื่องการเอานิ้วจิ้มตา

เพราะเด็กยังทำอะไรโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว หรือบางครั้งแม้แต่ตัวเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่เอง นอนเล่นอยู่บนพื้นบ้านหรือที่นอนอยู่ดีๆอาจมีแมลงไต่เข้าหูหรือมีแมลงบินเข้าหูก็ได้ โดยมดหรือแมลงที่เข้าไปในรูหูอาจจะมีการกัดข้างในหูทำให้ภายในหูได้รับบาดเจ็บได้หรือหากว่าแมลงหรือมดออกมาไม่ได้ซากของแมลงหรือมดอาจเน่าเปื่อยอยู่ในหู ทำให้หูสกปรกแล้วติดเชื้อขึ้นมาได้

         เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีแมลงหรือมดเข้าไปในรูหู สำหรับคำถามนี้นั้น คำตอบคือเราจะรู้ด้วยตัวของเราเองเมื่อมีสิ่งแปลกปลอม อย่างแมลงหรือมดเข้าไปในรูหู เพราะอย่างแรก เราจะรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่อยู่ข้างในรูหู บางครั้งมีอาการคันรูหู หรือรู้สึกเจ็บข้างในรูหู หรือในบางครั้งเราจะรู้สึกว่ามีเสียงดังหวี่ๆเหมือนมีอะไรร้องอยู่ในหู และหากเรารู้สึกเจ็บปวดมากๆ

ควรรีบไปพบแพทย์ให้รักษาด้วยการนำสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากหูโดยเร็วเพื่อป้องกันการเกิดหูอักเสบหรือการติดเชื้อ

สำหรับการตรวจสอบของแพทย์ว่ามีอะไรอยู่ในหูของคนไข้หรือไม่นั้น ทำได้ด้วยการ ส่องไฟฉายเข้าไปดูในรูหู หรือหากมองเห็นไม่ค่อยชัดทางแพทย์จะมีเครื่องมือเฉพาะสำหรับส่องเข้าไปในรูหูเพื่อหาสาเหตุว่า อาการปวดหูเกิดมาจากอะไร สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราจะรู้ได้ทันที่หากมีอะไรเข้าหูแต่หากเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องหรือยังไม่สามารถสื่อสารกับเราได้

เราเองคงต้องคอยสังเกตอาการของเด็กให้ดีเช่น หูของเด็กมีอาการบวมแดง มีน้ำหนองไหล หรือมีเลือดไหลออกมาจากหูหรือไม่ หรือเข้ามีอาการงอแงแล้วเอามือจับที่หูหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที  หากเราพบว่ามีแมลงเข้าหูสิ่งที่ควรทำคือการไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์เป็นผู้นำแมลงออกจากหูให้เพราะเราไม่อาจมั่นใจได้ว่าหากเรานำแมลงออกมาเองชิ้นส่วนของแมลงจะออกหมดหรือไม่ เราไม่ควรหาอะไรแหย่เข้าไปในหูเพราะแมลงอาจจะหนีเข้าไปลึกขึ้นกว่าเดิมจะทำให้แพทย์เอาออกยากขึ้น

หากอยากทดลองนำแมลงออกจากหูด้วยตัวเองก่อนให้นอนตะแคงเอาหูด้านที่มีแมลงอยู่ข้างในขึ้น แล้วลองเอาไฟฉายส่องเพราะแมลงมักชอบแสงไฟ มันจะเดินออกมาตามแสงไฟเอง แต่หากไม่ออกมาแนะนำไปพบแพทย์ดีที่สุด เพื่อป้องกันการใช้ เครื่องช่วยฟัง ในอนาคต

ยาปฏิชีวนะ และโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่ควรควบคุมการใช้อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นยาที่ต้องใช้อย่างถูกวิธีอย่างเคร่งครัด และต้องใช้ให้ถูกกับโรค จำไว้ว่ายาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่สามารถรักษาหรือไม่ออกฤทธิ์ในโรคติดเชื้อไวรัส เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ในการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การดื้อยา จากการที่ครั้งก่อนป่วยใช้ยาได้สักพักรู้สึกดีขึ้น คิดว่าหายแล้วไม่ทานต่อตามที่แพทย์จ่ายยามาให้ เชื้อแบคทีเรียก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายจนพัฒนาใหม่ได้ และหากป่วยด้วยเชื้อเดิมอีก คราวนี้อาจจะรักษาไม่หาย เพราะเชื้อพัฒนาสู้กับยาได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่ไปเรื่อยๆ

3 โรครักษาได้ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
ไม่ใช่ว่าอาการป่วยทุกอย่างบนโรคใบนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะอาการบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

1. โรคหวัด ไอ เจ็บคอ

2. โรคท้องร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ

3. บาดแผลทั่วไป
อาการเหล่านี้ สามารถหายเองได้ตามอาการที่ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 3-4 วัน แต่หากพบว่า 1 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรซื้อยาตามร้านขายยามากินเอง

ข้อควรระวังในการกินยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะบางชนิดต้องกินให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าจะรู้สึกว่าอาการหายดีแล้ว เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้หมดไม่ให้หลงเหลืออยู่ในร่างกาย จนพัมนาสายพันธุ์ของเชื้อได้ แต่หากโรค หรืออาการที่เป็นอยู่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะ เพราะว่ายาปฏิชีวนะไม่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัส หรือหากกินไปแล้ว ก็ควรหยุดยาทันที หากไม่แน่ใจว่าโรค หรืออาการที่เป็นอยู่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียดก่อนกินยา

โรคเบาหวานกับความเข้าใจผิดๆ

คนไทยส่วนใหญ่ มักจะป่วยเป็น “เบาหวาน” โรคใกล้ตัวคนไทย เพราะโรคเบาหวานสามารถส่งต่อได้ทางกรรมพันธุ์และด้วยในยุคปัจจุบันอะไรๆ มันก็ดูน่าทานไปหมด พฤติกรรมการกินการดื่มจึงเป็นอีกสาเหตุของเบาหวาน เพราะโรคเบาหวานเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ญาติของคุณ คนในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อน อาจจะป่วยเป็นโรคนี้อยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามรักษาซึ่งพึ่งทั้งทางการแพทย์และอาจศึกษาเอง ซึ่งอาจจะมีเรื่องที่เข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเบาหวานเกิดขึ้นได้ มาเช็กกันเถอะว่า 5 ข้อที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเบาหวาน มีเรื่องที่เรารู้มากันบ้างหรือไม่?

1.โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากการทานหวานจริงหรือ?
โรคเบาหวานมีสาเหตุ 2 แบบ คือ ส่งต่อมาจากพันธุกรรม และพฤติกรรมการกิน ดังนั้นที่เราชอบทานอาหารที่มีปริมาณหรือส่วนประกอบที่เป็นน้ำตาลสูงมาติดต่อกันเป็นเวลานานก็สามารถก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้ เพราะร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาเพียงพอ นอกจากนี้อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมีผลต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีก็ควรหลีกเลี่ยง

2.เบาหวานเป็นโรคของคนแก่จริงหรือ?
ความจริงแล้วนั้น…..เบาหวานสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย นั่นคือ ทุกคน อย่างที่บอกไปว่าพฤติกรรมการบริโภคมีส่วนส่งเสริมให้เกิดโรคเบาหวาน เบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็ก หรือคนอายุน้อย ส่วนเบาหวานที่เกิดจากพฤติกรรม มักเกิดในคนอายุ 45 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบคนเป็นเบาหวานที่เกิดจากพฤติกรรม มีอายุน้อยลงแล้ว

3.คนที่เป็นเบาหวานจะรู้ตัวเมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำจริงหรือ?
คำตอบคือ…..ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ตัวว่าภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการเมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวเย็น เหงื่อออก อาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง ปากแห้ง ซึ่งอย่างที่บอกแต่แรกว่าอาการเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดกับทุกคน เพราะอาการแต่ละคนอาจแตกต่างกัน จึงควรมีเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อมีอาการหรือสงสัยว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำ และรีบแก้ไขทันที เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลให้เกิดภาวะช็อค หรือเสียชีวิตได้

4.เบาหวานเป็นโรคไม่น่ากลัว ใคร ๆ ก็เป็นจริงหรือ?
คำตอบคือ……ไปเอามาจากไหนนะ เรื่องนี้ไม่จริงเลยนะ เพราะโรคเบาหวานสามารถทำให้เสียได้เลย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและดูแลให้ดี สถิติของการเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานของคนไทยนั้นมากถึง 20,000 คนต่อปี เบาหวานนอกจากจะเป็นโรคที่อันตรายมากๆแล้ว ยังมีสามารถเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และพบว่าคนที่เป็นโรคหัวใจจะเป็นเบาหวานร่วมด้วยมีความเสี่ยงหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานร่วมด้วยเกือบสองเท่า ที่สำคัญหากควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่นตาบอด ผิวหนังอักเสบติดเชื้อ เซลล์ประสาทถูกทำลาย น่ากลัวขนาดนี้ต้องอยู่ใกล้มือแพทย์ไว้นะ

5.เบาหวานเป็นโรคของคนอ้วนจริงหรือ ?
ไม่จริง!.. ไม่ว่าจะอ้วนผอม รูปร่างแบบไหน ก็สามารถเป็นเบาหวานได้หมด เพราะเบาหวานสามารถส่งต่อทางกรรมพันธุ์และเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแคลอรี่สูง น้ำตาลสูง และคุณมีความเครียดสูงอยู่แล้ว รวมถึงไม่ชอบออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอหากมีพฤติกรรมเหล่านี้ก็เป็นเบาหวานได้! แต่ที่ทุกคนมีความเข้าใจว่าเบาหวานจะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนอ้วนเท่านั้น เพราะมีงานวิจัยบอกว่าโรคเบาหวานจะพบในคนอ้วนมากกว่า เพราะพฤติกรรมการกินนั่นเอง